Archive for the ‘นานา…สาระ’ Category

สาระและโลกกว้าง..สำหรับเจ้าตัวเล็กของเรา

February 11, 2008

🙂 เฮ!…ในที่สุดเราก็จะมีรายการทีวีดีๆ และเหมาะเจาะและตรงเพ้ง…สำหรับเจ้าตัวเล็กของพวกเราแล้วครับ — หลายๆคนคงได้ทราบข่าวกับทีวีช่องใหม่(เอ๊ะ! ไม่แน่ใจว่าใหม่จริงอ่ะเปล่า??)..

“TPBS” (Thai Plublic Broadcasting Service) เส้นทางเกิดจาก iTV >> Titv >> TPBS นั้นเองครับ ความตั้งใจที่จะเป็นทีวีของทุกๆคนอย่างแท้จริงดั้งที่ตั้งใจไว้สำหรับเหตุผลของการมีทีวีแบบนี้ — เพราะฉะนั้นก็สบายใจได้ไปอีกอย่าง อยากดู กดรีโมตที่ช่องเดิม Itv ได้เลยครับ..!!

โดยจะเน้นรายการสารคดีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ มีรายการของเจ้าตัวเล็ก เช่น การ์ตูน ศิลปะ วัฒนธรรม ตามช่วงเวลาที่เหมาะสมของเด็กๆ”  อันนี้พอป๊ะป๊าได้ฟังข่าว ก็เกิดมีความหวังขึ้นมาในบัดดล..เฮ..เฮ

— แฮ่ม..น่าจะเกิดมาตั้งนานแล้วนะเนี่ย ปล่อยให้คุณพ่อคุณแม่และเจ้าตัวเล็กของพวกเรา ต้องไปหา VCD DVD มาดูกันเอง เพิ่มรายจ่ายของครอบครัวเข้าไปอีก ยิ่งถ้ามีในสมียที่ป๊ะป๊ากับคุณแม่มุ้ยเป็น “ชิลเดรน”(Children) อยู่ละก้อ..อืมม..คงแจ๋วไปเล๊ยยย…คงมีความรู้และฉลาดขึ้นอีกเป็นกองนะครับ…

— อยากขอแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับแฟนๆบล็อกนี้เหมือนกันนะครับ ช่วย ‘เม้นท์.ให้ฟังกันหน่อยก็จะดีและเป็นประโยชน์กับทุกๆคนนะคร้าบบบ!!!!

“ป๊ะป๊า”  🙂

ช้อนป้อนอาหาร หน้าตา Feel Goood..!!

January 27, 2008

สวัสดี..วันอาทิตย์ครับ อาทิตย์นี้ป๊ะป๊ามีของดีๆมาฝาก คุณแม่และคุณลูกๆอีกตามเคย ของดีไซน์จ๊าบๆ ตามแบบฉบับวัยมันส์แบบป๊ะป๊า (ฮา)

มันคือ…..?

มันคือ…..?

แต่นนน…แตน..แต๋นนนนน !!!!!! (ทำเสียง..เอคโคคค)

“SPOO” (สะพู)  ช้อนป้อนใบพัด!..นั้นเองงง

สำหรับพ่อ-แม่ ไม่ว่าคุณจะถนัดซ้ายหรือขวา มันถูกออกแบบมาเพื่อให้เข้ากับสรีระทางกายภาพ และตอบสนองได้ดีทีเดียวครับ (ขอบอก) — คูณพ่อ-คุณแม่ ที่เคยป้อนอาหารให้เจ้าตัวเล็ก คงรู้ซึ้งถึงความวุ่นวาย โกลาหล ได้เป็นอย่างดี กับความไม่เคยอยู่นิ่ง อยู่เฉย

ด้วยที่รูปร่าง หน้าตาที่ออกแบบมา บิดเป็นเกลียวคล้ายใบพัด ถ้าเผื่อมีใบพัดอีกก้านก็คงเหมือนกันเดี๊ย!กับ dtac (Feel Gooood) เป็นแน่แท้ ก็ตรงที่บิดเป็นเกลียวนี้ล่ะครับ ที่จะทำหน้าที่ในการล็อกนิ้วมือ ในเวลาเราจับช้อนป้อนเจ้าตัวเล็ก โอกาสที่จะหลุดมือหรือหกเลอะเทอะในขณะที่ป้อน และต้องอุ้มไปด้วย ก็จะน้อยลง

ป๊ะป๊าจะลองเดินหาดู ว่าบ้านเราจะมีขายกันที่ไหนบ้าง หรือถ้าใครเจอก็ช่วยแนนำกันด้วยก็ได้นะครับ…..

ป๊ะป๊า     🙂

Designer: Paul Sandip

อุ้ม!

January 19, 2008

ด้วยความซอกแซก(แต่ไม่ซุกซน!)ของป๊ะป๊า เจอเรื่องดีๆเอามาฝากกันครับ สำหรับคุณพ่อ-คุณแม่ ที่มีเจ้าหัวแก้วหัวแหวนที่ยังเป็นเบบี้อยู่จนถึงวัยขวบปี ป๊ะป๊าว่าอันนี้น่าจะมีประโยชน์ เอามาฝากให้ดูกันเล่นๆ และเป็นความรู้

ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวกับเด็กๆ(Pediatricians)ในหลายๆประเทศในยุโรปบอกเป็นตัวหนังสือไว้ว่า  “ท่าอุ้มเด็กที่ปลอดภัยและดีที่สุดคือการอุ้มแบบท่านอน(Horizontal Position) เนื่องจากว่าจะมีผลกับโครงสร้างกระดูกและการเจริญเติบโตของเจ้าตัวน้อยของเรา โดยเฉพาะมีผลโดยตรงกับโครงสร้างกระดูกสันหลังนะจ๊ะ”

CYBEX ผู้ผลิตข้าวของเครื่องใช้สำหรับเด็ก ไม่รอช้าเลยฉวยโอกาสผลิต “เป้อุ้มเด็ก” ออกมาขายซะเลยนี้ โดยใช้ข้อมูลเหล่านั้นเป็นข้อมูลในการออกแบบ และใช้ชื่อว่า  The CYBEX iGO  (ไซเบ็กซ์-ไอโก)—ป๊ะป๊าไม่แน่ใจว่าบ้านเรามีขายหรือยัง แต่มี่แน่ๆในยุโรปมีขายแล้วแน่นอน พรรคพวกเพื่อนฝูง ใครไปใครมาฝากซื้อได้  สนนราคาตามป้ายบอกไว้ตั้งแต่ 34.99 US$ ไปจนถึง ประมาณ 75 US$ แล้วแต่รุ่นและสีสัน….เฮ่ออ! ถ้าเป็นไปได้ ป๊ะป๊าก็อยากจะเป็นผู้เชี่ยวชาญกับเด็กๆบ้างเหมือนกันนะ..ขอเด็กๆประมาณ 18-24 ขวบก็พอ..ไม่ขอมากหรอกจ๊ะ..นะแม่นะ.   🙂

igo-mix.jpg

ป๊ะป๊า!

กินอะไร??? ตอนไหนดี

December 17, 2007

สวัสดีค่ะ คุณแม่มิตรรักแฟนเพลง mywonderKid ทุกท่าน…

หลายวันแล้ว ที่แม่อากิ  ยังติดการบ้าน ตอบ e-mail ของคุณแม่หลายๆ ท่าน  ที่กรุณาส่ง กำลังใจและคำติ ชม  พร้อมทั้งคำถามอีกมากมาย มาถามกันค่ะ

คุณแม่อากิ ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้นะคะ  เนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมางานที่ office ยุ่งเอามากๆ 

วันนี้…เลยขอเข้านอนดึกกันซักหน่อย   เขียนคำตอบ ผ่านแป้นคีย์บอร์ด  On Weblog กันอีกครั้ง!!!

ปัญหาส่วนใหญ่ที่คุณแม่หลายๆ ท่าน ถามกันมาเป็นเสียงเดียว ว่า “ลูกดิฉัน ควรจะทานอะไรตอนไหนดี คะ???”

ขอตอบ  ได้อย่างเสียงดัง!!! เลยว่า

ให้คุณแม่ลองจัดอาหารให้น้องๆ ทานตามอายุ ดังนี้เลยค่า

อายุ  3 เดือน  : กล้วยครูด  ข้าวบดผสมกับน้ำซุป  น้ำผลไม้ เช่น น้ำส้มคั้น

อายุ  4 เดือน  : ข้าวบดผสมน้ำซุป ผักใบเขียว  ไข่แดงต้มสุกบด น้ำผลไม้

อายุ  5 เดือน  : ข้าวบดผสมน้ำซุป ผักใบเขียว ปลาบด ตับบด สลับกัลไข่แดงต้มสุกบด น้ำผลไม้ 

อายุ 6 เดือน  : เริ่มอาหารแทนนม 1 มื้อ  การให้อาหารแนะนำว่าควรเริ่มเป็นมื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน ในมื้อแรกค่ะ

อายุ  7-8 เดือน: เริ่มให้เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่

อายุ  9  เดือน  : ให้อาหารแทนนม 2 มื้อ

อายุ  12 เดือน : ให้อาหาร 3 มื้อ ไข่ 1 ฟอง (ไข่แดง + ไข่ขาว)  และผลไม้เป็นอาหารว่าง

คุณแม่บางท่านอาจจะสงสัยกันว่า เอ๊ะ!  และจำทำอะไรให้น้องๆ ทานดี…

ลองคลิ๊กกัน เข้าไปดูในส่วนของ เมนูลูกรัก  คลิ๊ก!  นะคะ

และพบกันใหม่ในตอนต่อไปค่ะ วันนี้คุณแม่อากิขอไปแทรกตัวใต้ผ้าห่มก่อนค่ะ  บ๊ายบาย!!!

แม่ครับ..ผมเบื่ออาหารจังเลย!!!

December 3, 2007

สวัสดีค่ะ คุณแม่มิตรรักแฟนเพลง myWonderkid ทั้งหลาย

คุณแม่อากิต้องขอโทษด้วยค่ะ ที่หายไป 1 สัปดาห์ เพราะงานยุ่งมากจริงๆ

แถมยังมีงานบุญบวชน้องชายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เลยเพิ่มความยุ่งให้อีกนิดหน่อยค่ะ

(แต่ก็รู้สึกปราบปลื้ม ที่ได้เกาะชายผ้าเหลืองพระมิ้นท์ (น้องชาย) มากมากค่า 555)

“โม้เรื่องส่วนตัวมาเยอะ”   เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า!!!

เรื่องมีอยู่ว่า  วันนี้ดิฉันได้รับข้อความจากคุณแม่น้องปาย ที่เขียนมาให้กำลังใจ (ยิ้ม)และเล่าถึง

น้องปาย…ว่าตอนนี้กำลังเบื่ออาหารอยู่  เลยเป็นไฟ จุดประกายความคิดให้มานั่งเขียนเรื่องนี้ค่ะ….

อาการเบื่ออาหารเกิดได้กับเด็กๆ ทุกคน ไม่ใช่เรื่องผิดปกติค่ะ

คุณแม่ที่มีลูก กำลังอยู่ในช่วงเวลาแบบนี้ อย่าเพิ่งกังวลใจกันนะคะ

เพราะ…ก่อนหน้านี้ประมาณ 2 เดือน น้องอากิเอง ก็มีอาการเบื่ออาหารแบบนี้เหมือนกัน 

ให้คุณแม่ ลองตั้งข้อสังเกตดูนะคะ ว่าทำไม ??? ลูกๆ ของเราทั้งหลาย  ทานอาหารได้น้อยลง

เพื่อที่จะได้หาทางแก้ไขกันได้อย่างถูกต้องค่ะ

 – ลองตั้งข้อสังเกต ง่ายๆ กันก่อนค่ะ   เช่น…

1.ลูกของคุณกำลังมีฟันซีกใหม่ ขึ้นหรือป่าว ?

ans  หากตอนนี้ลูกของคุณ กำลังมีฟันซีกใหม่ที่กำลังขึ้น ก็ย่อมเป็นธรรมดา ที่การรับประทาน

อาหารของเค้าจะลดน้อยลงค่ะ เพราะเด็กๆ ที่กำลังมีฟันซีกใหม่ จะมีอาการคันเหงือกมากพอสมควร

เด็กบางคนเป็นไข้ต่ำๆ ก็มีค่ะ  สิ่งที่คุณแม่จะช่วยเค้าได้ก็คือ ช่วยแปรงเหงือกให้ทุกๆ วันค่ะ

และเมื่อฟันซีกนั้นโผล่พ้นจากเหงือกเรียบร้อยแล้ว การรับทานอาหารของเค้า ก็จะเป็นปกตินะคะ

2.ลูกของคุณมีอาการไม่สบายอื่นๆ หรือไม่?

ans  เด็กๆ ที่กำลังไม่สบาย หรือการอาการป่วยเรื้อรัง ซึ่งการป่วยในเด็กๆ ก็จะกินเวลานานกว่าผู้ใหญ่

ช่วงเวลานั้นๆ ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กๆ ทานอาหารได้น้อยลงค่ะ หรือบางคนไม่ยอมทานอะไรเลยก็มีค่ะ

ดังนั้น ช่วงที่เค้ากำลังป่วยอยู่ ดิฉันอยากแนะนำให้คุณแม่ทำเมนูประเภทซุป ให้น้องๆ ทานค่ะ

– ต่อมา ลองสังเกตกับการให้อาหารของคุณแม่ดูนะคะ

1.อาหารที่คุณแม่ทำให้ทาน เป็นเมนูซ้ำๆ ซากๆ หรือป่าวคะ ?

ans ข้อนี้นับว่าเป็นข้อที่สำคัญเหมือนกัน เพราะเด็กๆ เค้าก็เหมือนกับผู้ใหญ่นั่นล่ะค่ะ

เมนูที่คุณแม่ทำให้น้องทานควรจะสับเปลี่ยนกันไป  เพราะถ้าเป็นเราก็ไม่อยากทาน อาหารแบบเดียวทั้งวัน 

เช่น มื้อเช้าเป็นข้าวต้ม  มื้อกลางวันควรเป็นประเภทก๋วยเตี๋ยว  มื้อเย็น อาจจะเป็นข้าวเปล่า

พร้อมกับ กับข้าว 2 อย่าง แบบแห้งๆ 1 อย่าง (ผัดๆ ทอดๆ) และ แบบน้ำๆ 1 อย่าง เช่น แกงจืด ซุปต่างๆ

(เดี๋ยวหัวข้อนี้ คุณแม่อากิจะจัดเมนูให้แบบเต็มสูตร (แบบทั้งวัน ให้ซัก 1 สัปดาห์นะคะ) ส่วนนี้ขอติดไว้ก่อนค่ะ 

2.อยู่ในช่วงของการปรับเปลี่ยนอาหาร ที่ให้น้องทานหรือป่าว ?

ans หากน้องๆ อยู่ในช่วงที่กำลังปรับเปลี่ยนอาหารเช่น อาจจะเปลี่ยนจาก การทานอาหารอ่อน มาทานอาหาร

ที่แข็งและหยาบขึ้น หรืออีกอย่างคือ การเริ่มให้อาหารประเภทใหม่ (การให้ทานในครั้งแรกๆ)

ดิฉันอยากแนะนำดังนี้นะคะ

2.1 การเปลี่ยนจากอาหารอ่อน มาทานอาหารที่แข็งและหยาบขึ้น อยากให้ค่อยๆ เริ่ม

เช่น เมนูเดิมน้อง อาจจะทานแต่ประเภท โจ๊ก หรือ ข้าวต้ม 

ต่อมา..คุณแม่อยากเปลี่ยนให้น้องทานข้าวสวย  คุณแม่ควรทำน้ำซุปและแกงจืด เป็นกับข้าวร่วมด้วย

โดยอาจจะตักน้ำแกงจืดหรือน้ำซุปผสมกับข้าวมากหน่อย

และส่วนข้าวที่หุง คุณแม่ควรจะใส่น้ำมากกว่าปกติ  เพื่อที่เราจะได้ข้าวที่นิ่มขึ้นมากกว่าเดิม

หรือค่อนไปทางแฉะ  (จะได้ใกล้เคียงกับข้าวต้มที่น้องทานอยู่)

หลังจากนั้น ปรับให้ทานน้องค่อยๆ คุ้นชินกับอาหาร ที่มีน้ำน้อยๆ ไปเรื่อยๆค่ะ 

ปรับจนไปถึงอาหารประเภทแห้งๆ เช่น อาหารประเภททอด ในที่สุด…  

น้องๆ ก็น่าจะทานได้มากขึ้นค่ะ

2.2 การให้อาหารประเภทใหม่  ควรจะค่อยๆ เริ่มจากปริมาณน้อยๆ ค่ะ และค่อยปรับเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ

เช่น ให้ทาน 1 ช้อนชา ใน 3 วันแรก และค่อยปรับเพิ่มปริมาณไปเรื่อยๆ

จนเค้าเริ่มคุ้นชินกับรสชาดและพื้นผิวสัมผัสของอาหารประเภทนั้นๆ 

และอีกอย่าง คุณแม่จะได้แน่ใจด้วยว่าเด็กๆ จะไม่เกิดอาการแพ้กับอาหารที่คุณแม่ให้ค่ะ

3.ตารางเวลาการให้อาหาร ?

ans  ตารางเวลา การให้อาหารนับว่าเป็นอีกข้อที่สำคัญค่ะ  เพราะถ้าหากคุณจัดเวลาการให้อาหาร

ไม่เหมาะสม  จะเป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ทำให้ลูกคุณทานอาหารได้น้อยลงค่ะ 

เช่น ตอน 8 โมงทานข้าว   9 โมงทานนม 10 โมงทานผลไม้ พอตอนเที่ยงจะให้ลูกทานเกี๊ยวน้ำให้หมดถ้วย

คงเป็นไปไม่ได้แน่นอนค่ะ….

เพราะด้วยกระเพาะอันน้อยนิด กระจิ๊ดริด ของเจ้านู๋ คงมีพื้นที่ไม่เพียงพอกับปริมาณอาหารของ

คุณแม่แน่นอนค่ะ

ดังนั้น!!! คุณแม่ ควรจัดตารางเวลาอาหารของลูกคุณให้เหมาะสม นะคะ

*** การให้อาหารตามเวลา นับว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมากค่ะ

ของว่างคือ…ผลไม้

November 21, 2007

วันนี้  ดิฉันมีโอกาสได้ไปทำงานนอกสถานที่กับเพื่อนร่วมงานท่านหนึ่ง

ระหว่างทางจึงถามถึงสาระทุกข์สุกดิบ หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาสัปดาห์กว่าๆ

และในที่สุดก็วกเข้าเรื่องลูกกันจนได้ เพราะเราทั้งคู่ก็ต่างมี WonderKid เป็นของตัวเองแล้ว

แต่ต่างกันที่ ดิฉันเป็นคุณแม่ ส่วนเค้าเป็นคุณพ่อ….คุยกันเพลินไป

จนได้ความว่า  คุณลูกเค้ามีอาการท้องผูกบ่อยๆ บางครั้งมีเลือดปนออกมากับอุจจาระ

นี่ล่ะค่ะเลยเป็นเหตุผลและที่มา ให้อยากเขียนเรื่องนี้

โดยส่วนตัวเองแล้ว  น้อยมากที่ลูกจะมีอาการท้องผูก เนื่องจากดิฉันจะบรรจุผลไม้

ไว้เป็นเมนูของว่าง  สำหรับน้องอากิทุกวัน ไม่เคยขาด

คุณแม่อากิจึงอยากจะแนะนำ…ให้เด็กๆ ทานผลไม้ ทุกวัน

(อาจจะเป็นมื้ออาหารว่าง)   จะช่วยให้น้องๆ ขับถ่ายได้สะดวกขึ้นค่ะ 

ลองมาดูสูตรให้น้ำผลไม้และผลไม้ ของคุณแม่อากิค่ะ

–  น้องวัย 1 ถึง 2 เดือน

ดิฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง คุณหมอจะแนะนำให้น้องทานน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำแอปเปิ้ล

วันละ 20 ซีซี   ซึ่งจะช่วยให้น้องขัยถ่ายได้ดี

– น้องวัย 2 ถึง 3 เดือน 

ควรให้น้ำผลไม้  เพิ่มปริมาณ วันละ 1-2 OZ

– น้องวัย 4 ถึง 8 เดือน

ควรให้ กล้วยน้ำว้าสุกครูด แอปเปิ้ลปั่นละเอียด มะละกอสุกปั่นละเอียด

– น้องวัย 9 เดือน  ถึง 12  เดือน

ผลไม้ที่ให้อาจจะเพิ่มจากวัย 4-6 เดือน เช่น กีวี่ แคนตาลูป มังคุด อื่นๆ และใช้ครูด

แบบตะแกรงแบบถี่หน่อย

– น้องวัย 1ขวบ ถึง 2 ขวบ

ผลไม้สามารถทำให้หยาบขึ้นได้ค่ะ เพื่อฝึกการเคี้ยวให้กับน้องด้วยค่ะ

โดยใช้ตะแกรงครูดแบบหยาบ

อยากแนะนำให้ใช้  อุปกรณ์ครูดผลไม้ ราคาอันละประมาณ 175 บาท ค่ะ

หาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปค่ะ เพราะจะใช้สะดวกและมีช่องที่สำหรับ

ครูดละเอียดและหยาบอยู่ในอันเดียวกันค่ะ

– น้องวัย 2 ขวบขึ้นไป

แนะนำให้เป็นผลไม้ ชิ้นเล็กๆ เพราะน้องๆเริ่มเคี้ยวกันเก่งแล้ว 

อ้อ! การฝึกการเคี้ยวให้กับเด็กๆ จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยฝึกการพูดและออกเสียงให้กับเด็กๆ ด้วยค่ะ

เทคนิค  การให้น้ำผลไม้และผลไม้ แนะนำเป็นมื้อว่างระหว่างอาหารนะคะ ส่วนใหญ่แล้ว

ดิฉันจะให้อากิทานช่วงระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อเย็น ช่วงเวลา 4 โมงเย็นค่ะ

ฝึกเจ้าตัวน้อย…ให้ก้าวเดิน

November 17, 2007

คุณแม่หลายคน คงมีปัญหา??? เหมือนกับดิฉัน

ที่ลูกน้อย ไม่ยอมเดินซักที…

น้องอากิเอง กว่าเค้าจะเดินได้คล่องก็ตอน อายุ 1 ขวบ 3 เดือนค่ะ

ก่อนหน้านั้น ทำเอาดิฉันเองปวดเศียร เวียนเกล้ากับเค้าอยู่ไม่น้อย

เนื่องจากน้องอากิ เป็นเด็กคลอด 7 เดือน 

ซึ่งเป็นสิ่งที่ดิฉัน แอบกังวลอยู่ลึกๆ เกี่ยวกับพัฒนาการของเค้า….

+++แต่โชคดีที่เค้ามีพัฒนา ครบตามวัยทุกอย่าง+++

ลุ้นกันทุกขั้น ทุกวัย????

อ่านหนังสือ…อายุเท่านั้น เท่านี้แล้ว ลูกควรจะต้องทำอย่างงั้น อย่างงี้ได้แล้ว

คุณแม่หลายคน คงเคยเป็นแบบเดียวกันกับดิฉัน???

อากิทำท่าจะเริ่มเดินตอนอายุ 11 เดือน กว่าจะเดินได้คล่องก็หลายเดือนอยู่เหมือนกัน!!

ตอนแรก เค้าไม่ยอมเดิน เหมือนกลัวๆ กล้าๆ 

ทำท่าเหมือนกับจะลุกขึ้น แต่ก็ล้มก้นจ้ำเบ้าไปอีก????

คุณน้าอรุณศรี (หัวหน้าพยาบาลที่หน่วยพัฒนาการเด็ก รพ.วชิรพยาบาล)

แนะนำให้ดิฉัน นำของเล่นที่เค้าสนใจ ให้เค้ามองระดับสายตา และค่อยๆ ยกสูงขึ้นเรื่อยๆ

จะทำให้เค้าพยายามที่จะช่วยตัวเองให้ลุกขึ้น

พออากิ เริ่มจะลุกขึ้นได้แล้ว ก็ไม่ยอมเดิน…

ก้าว..ล้ม ก้าว..ล้ม ก้าว..ล้ม อยู่นาน!!!!

ดิฉันก็ใช้ วิธีเดิมค่ะ เพียงแต่เปลี่ยนทิศทาง ให้นำของเล่นที่เค้าสนใจ  ถือไว้บริเวณข้างลำตัวเค้า

และค่อยๆ ดึงออกไปเรื่อยๆ (ทางด้านข้าง)  เค้าจะค่อยๆ เริ่มก้าวเดินจากด้านข้างก่อนค่ะ

***ถ้ากลัวลูกล้ม แนะนำให้ฝึกโดยให้ด้านหน้าเด็ก ติดกับฝาผนังค่ะ

เมื่อเค้าเดินจากด้านข้างได้แล้ว ให้ฝึกด้วยวิธีการเดียวกัน แต่เปลี่ยนทิศทางมาเป็นด้านหน้าค่ะ

อ้อ! อยากแนะนำให้ใส่รองเท้าที่ช่วย support ข้อเท้า ในการเดินด้วยค่ะ เพราะจะทำให้เค้าเดินอย่างมั่นใจขึ้นค่ะ

คุณแม่ลองหาซื้อรองเท้าสำหรับเด็กวัยหัดเดินดูนะคะ มีให้เลือกหลายยี่ห้อเหมือนกันค่ะ

ต่อขนตาให้เจ้าตัวน้อยด้วยงาดำ!!

November 15, 2007

ฟังชื่อเรื่อง แล้วอย่าเพิ่งทำหน้า งงงง กันนะคะ…

จริงๆ แล้วดิฉัน อยากจะแนะนำให้ คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ทานงาดำกันค่ะ

   “”งาดำให้ประโยชน์มากมาย จริงๆ ค่ะ””

ในเมล็ดงาดำมีน้ำมันสูงถึง 50% น้ำมันที่สกัดได้ มีกรดไขมันที่ไม่อิ่มตัวสูง

กรดนี้ช่วยควบคุมระดับโคเลสเตอรอล ป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว

ป้องกันโรคหัวใจ  ในงาดำ จะมีแร่ธาตุมาก ที่สำคัญคือ ธาตุเหล็ก ไอโอดีน

สังกะสี แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งในงาดำจะมีแคลเซียมมากกว่าพืชผักทั่วไปถึง 40 เท่า

มีฟอสฟอรัสมากกกว่าพืชผักทั่วไปถึง 20 เท่า ซึ่งธาตุ 2 ตัวนี้เป็นธาตุที่สำคัญ

ในการเสริมสร้างกระดูก ฟัน และผม ให้แข็งแรง

นอกจากนี้งาดำยังมี วิตามินบี1  วิตามินบี2  วิตามินบี3 วิตามินบี5 วิตามินบี6 วิตามินบี9

ซึ่งกลุ่มวิตามินบี จะช่วยบำรุงระบบประสาท

ฟังประโยชน์ของงาดำไปแล้ว…คุณแม่ทั้งหลายก็คงอยากจะบำรุงเจ้าตัวน้อยของเรา

ด้วยงาดำกันแล้วใช่ไม๊ล่ะคะ ????

คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ลองทานนมสดผสมกับงาดำดูนะคะ

ตอนที่ดิฉันตั้งครรภ์น้องอากิ จะทานนมสมผสมกับงาดำทุกวัน…

และก็ได้ผลจริงๆ ค่ะ ผมของน้องอากิจะเยอะ(ดก) และยาวเร็วมาก

สาวๆ ทุกคนที่เคยเห็นน้องอากิ จะแอบอิจฉา ขนตาอากิ  ขนตาเค้าจะยาวมากกกกกกกกกกกค่ะ

อาการแพ้ท้อง เกี่ยวกับจิตใจ..จริง?

November 9, 2007

วันนี้มีโอกาสได้คุยกับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง…

ซึ่งเธอกำลังตั้งครรภ์ได้ประมาณ 4 สัปดาห์  และเป็นเพราะด้วยเหตุนี้ล่ะที่ทำให้เราได้มีโอกาสคุยกัน…ซะยืดยาว

เรื่องมีอยู่ว่า  คุณเธอแพ้ท้อง แล้วจะทำไงดีล่ะ???

จริงๆ แล้วจากการได้พูดคุย อาการของเจ้าหล่อนยังน้อยกว่าดิฉันอยู่หลายขุม  แต่ดิฉันก็เข้าใจลูกผู้หญิงด้วยกัน

กับอาการแพ้ท้องน่ะ  ว่ามันสาหัสสากัน แค่ไหน…

เลยให้คำแนะนำในการปฎิบัติตัวสำหรับคนแพ้ท้องไปหลายกัณฑ์  คุณแม่ท่านอื่นจะลองนำไปใช้ก็ได้นะคะ

ไม่สงวนลิขสิทธิ์ 555

– ขั้นแรก ต้องทำจิตใจให้สบาย แบบสบาย สบาย (ของคุณป้าเบิร์ด)  คือว่าคุณต้องปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างไป

ให้ได้ทั้งเรื่องงานเรื่องส่วนตั๊ว ส่วนตัว ปัญหาคาใจทั้งหลายโยนมันออกไปให้หมด

ฟังเพลงแบบที่ชอบ  จะโย่ โย่ กันแบบไหนก็ทำไป  เพราะเวลาที่คุณโย่น่ะ สารเอนโดรฟีน มันจะได้ออกมา

ช่วยลดความเครียดของคุณได้  เจ้าตัวน้อยจะได้พลอยมีความสุขตามไปด้วย

นี่ล่ะสำคัญ  คลอดออกมา เค้าจะได้เป็นเด็กอารมณ์ดีค่ะ

ตอนตื่นนอน ให้ค่อยๆ ทานขนมปังกรอบๆ  หรือ ไอ้ที่ฝาหรั่งเค้าเรียกกันว่า เครกเกอร์ กันซัก

ประมาณ 15 นาที   แล้วค่อยลุกจากที่นอน  ขนมปังจะไปดูซึมน้ำลายและน้ำย่อย

จะช่วยลดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ค่ะ

ดื่มน้ำขิง  สมัยดิฉันแพ้ท้อง มีคุณหมอท่านนึง แนะนำให้ดื่มน้ำขิง คุณหมอบอกว่าในน้ำขิง

มีคุณสมบัติช่วยลดอาการแพ้ท้องค่ะ  ลองทานกันดูนะคะ

ออกกำลังกายเบาๆ ที่คนท้องสามารถทำได้ เช่น ว่ายน้ำหรือเดินในสระว่ายน้ำ  โยคะคนท้อง

(แนะนำที่สอนโยคะ อ.สุนีย์ โทร.02-6921795)  จะช่วยให้คุณผ่อนคลายขึ้นนะคะ 

หาเพื่อนสนิท ที่พอจะเข้าใจอาการของเรา พูดคุยแลกเปลี่ยนกันบ้าง  จะได้รู้สึกดีขึ้นค่ะ 

คุณๆ ที่ต้องการจะคุยเรื่องอะไรแบบเนี้ยะ    ก็ post มาคุยกับคุณแม่น้องอากิได้ค่ะ

https://mywonderkid.wordpress.com/หน้านี้สำหรับคุณค่ะ/

Positive Thinker  ต้องคิดบวกเสมอนะคะ  อย่าคิดกังวลมากไปกับอาการแพ้ท้อง 

ต้องคิดเสมอว่าเดี๋ยวมันจะหายเอง  เพราะอาการแพ้ท้องของคุณแม่โดยทั่วไป จะมีอาการค่อนข้างเยอะ

ใน 4 เดือนแรกเท่านั้นค่ะ

มีข้อมูลทางการแพทย์และงานวิจัยหลายๆ ฉบับ  ที่เคยอ่าน  เค้าว่ากันว่า…

อาการแพ้ท้องเกี่ยวเนื่องกับจิตใจเป็นอย่างมาก เพราะถ้าจิตใจพะวงอยู่กับการแพ้ท้อง 

อาการแพ้ท้องของคุณจะหนักขึ้น   

ในงานวิจัยยังบอกอีกว่าคุณแม่ที่ทำงาน  จะมีอาการแพ้ท้องน้อยกว่าคุณแม่ที่อยู่เฉยๆ 

ดังนั้น…ควรหากิจกรรมทำ  เพราะจิตใจจะได้ focus อยู่กับสิ่งที่เรากำลังทำมากกว่านะคะ

อย่ากังวลและวิตกมากเกินไปค่ะ ขอบอกว่าดิฉันเข้าใจจริงๆ สำหรับคุณแม่ที่กำลังมีอาการแพ้ท้อง 

คุณแม่อากิเป็นกำลังใจให้นะคะ

พัฒนาการ เด็กคลอดก่อนกำหนด

October 24, 2007

“คลอดก่อนกำหนด  ไม่ได้แปลว่าพัฒนาการจะไม่ตามกำหนด”

อ่านแล้ว อย่าเพิ่งทำหน้างงกันไปนะคะ???

ดิฉันกำลังหมายถึงเด็กที่คลอดก่อนกำหนด ไม่เสมอไปที่จะมีพัฒนาการที่ช้ากว่าวัย!!!!

คุณแม่ทั้งหลายคงจะมี ??? ว่าเราจะช่วยลูกให้มีพัฒนาการที่ดีกันได้อย่างไร?

ดิฉันอยากจะให้น้องอากิ เป็น case study ให้กับคุณแม่ที่มีลูกคลอดก่อนกำหนดกันนะคะ

น้องอากิเองนับว่าเป็นเด็กคลอดก่อนกำหนด ที่มีน้ำหนักตัวน้อยมากในตอนคลอด 1,415 กรัม

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำหนักตัว  พัฒนาการ และการเจริญเติบโตของน้องอากิ  นับว่าเป็นปกติตามวัยทุกประการ…

อีกทั้งน้องอากิยังมีน้ำหนัก พัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ดีกว่า ลูกของเพื่อนดิฉันซึ่งเป็นเด็กวัยเดียวกันกับน้องอากิ

ที่เค้าคลอดตามกำหนดอีกหลายคนค่ะ 

ซึ่ง…ไม่ได้หมายความกว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดจะโตไม่ทันเพื่อนๆ จริงไม๊ค่ะ

สิ่งที่อยากแนะนำ…เป็นสิ่งที่ดิฉันให้ความสำคัญมาก ในการช่วยให้ลูกเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง

1. อาหาร  ดิฉันให้ความสำคัญกับอาหารของลูก เป็นสำคัญ อาหารที่สำหรับลูก ตามโภชนาการ

ครบ 5 หมู่  ตั้งแต่ค่ะ

– เนื้อสัตว์ ซึ่งดิฉันจะเน้นที่เนื้อปลาเป็นหลัก 

–  ผักทุกประเภท ทุกวันอากิจะทานผักให้ครบสามสี  (เช่น ตำลึงสีเขียว ฟักทองสีเหลือง มะเขือเทศ)

   โดยผักแต่ละประเภทก็ให้ประโยชน์แตกต่างกันออกไป

– ผลไม้  ดิฉันจะให้ผลไม้เป็นมื้ออาหารว่างทุกวัน เช่น แอปเปิ้ล 1 ผลสับหยาบๆ ผสมกับมะเขือเทศ,

   มะละกอสุก, กีวี่, เมล่อน, มังคุด,ส้ม  อื่นๆ  หลังอาหารมื้อหลักอาจจะให้เสริมอีกนิดหน่อย

– อาหารจำพวกแป้ง ได้แก่ ข้าว ขนมปัง ในส่วนนี้ก็นับว่าสำคัญเพราะ สารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต

  จะช่วยเพิ่มเรี่ยวแรงให้กับลูกน้อยของเราค่ะ

– อาหารประเภทไขมัน  นับว่าเป็นส่วนสำคัญอีกเช่นกัน  เพราะการเจริญเติบโตของเด็กๆ ไขมันจะเป็น

  ส่วนประกอบในการสร้างกล้ามเนื้อ ในส่วนต่างๆ  อีกทั้งยังช่วยให้ความอบอุ่นกับร่างกายอีกด้วยนะคะ

2. ความสะอาด ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ  เด็กๆ ที่มีคุณแม่ที่ใส่ใจในเรื่องความสะอาด มักจะไม่ป่วยบ่อย

ซึ่งทุกครั้งเมื่อเด็กๆ ป่วย ย่อมส่งผลให้เค้ามีการพัฒนาและการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าปกติแน่นอน

แทนที่เข้าจะนำสร้างอาหารและพลังงานไปสร้างเสริมร่างกาย แต่ต้องกลับไปสู้กับเจ้าเชื้อโรค!!!

3. อากาศและสภาพแวดล้อม  การที่เด็กๆ ได้อยู่ในสถานที่ ที่มีอากาศและสภาพแวดล้อมที่ดี 

ย่อมทำให้เค้ามีการเจริญเติบโตที่ดีตามไปด้วยค่ะ

4. การนวดกระตุ้นพัฒนาการ… ดิฉันได้นวดตามหลักสูตรที่ได้ร่ำเรียนมาจากหน่วยพัฒนาการเด็ก

วชิรพยาบาล  ตั้งแต่วันแรกที่น้องอากิกลับบ้านทุกวันค่ะ 

ทุกครั้งที่นวด..  ดิฉันจะทำสมาธิ กำหนดจิตอยู่ทีใจ  ส่งพลังใจไปที่มือสัมผัสกับอากิ 

พร้อมบอกเค้าในใจว่า…ลูกแม่ต้องเติบโตอย่างสมบูรณ์แข็งแรง มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดและเป็นเด็กดีของแม่นะครับลูก

5. เพลงของอากิ… ที่บ้านเราจะมักจะเปิดเพลงให้อากิฟังตลอด ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดเพลง classic ช่วงเวลาที่ต้องการ

ให้เค้ารู้สึกผ่อนคลาย เช่น เวลานอน หรือช่วงเวลาพักผ่อน  ,เพลงที่มีจังหวะ กระตุ้นอารมณ์  มักจะเปิดช่วงเวลาเล่น

เพื่อต้องการเพิ่มความ active ให้อากิค่ะ

6. อ่านหนังสือและเล่านิทาน  สิ่งที่ดิฉันลงทุนกับลูกอีกอย่างคือหนังสือ  ส่วนตัวแล้วดิฉันและคุณพ่ออากิเอง

ชอบอ่านหนังสือกันเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว  เรามักจะซื้อหนังสือดีๆ มีภาพสีสันสวยให้กับอากิอยู่บ่อยๆ 

ซึ่งอากิเองก็ชอบดูหนังสือมาก  เค้าจะมีสมาธิมาก เวลาที่อยู่กับหนังสือค่ะ

อ้อ! เค้าเปิดดูหนังสือเองได้ตั้งแต่อายุ 8 เดือน

7. พลังและกำลังใจ  ข้อนี้สำหรับคุณแม่นะคะ ดิฉันเข้าใจดีว่า คุณแม่ที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับดิฉัน

จะมีความกังวลอยู่ไม่น้อย  แต่สิ่งที่ดิฉันอยากจะบอกคุณ คือ คุณต้องมีพลังและกำลังใจที่ดี

ซึ่ง 2 สิ่งนี้  คุณต้องส่งมันไปให้กับลูกน้อยของคุณอยู่เสมอ  เจ้าตัวน้อยเค้ารับรู้ได้จริงๆ นะคะ…

แม้คุณจะรู้สึกท้อแท้เพียงไร…แต่ช่วงเวลาที่คุณได้ใช้ร่วมกับเค้าแล้ว  ขอให้จงยิ้มให้เค้าเสมอ ทั้งใบหน้าและจิตใจนะคะ

เป็นกำลังใจให้ค่ะ…คุณแม่น้องอากิ